ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่คู่กรณีฝ่ายผิด (หรือบริษัทประกันของฝ่ายผิด) ต้องจ่ายให้กับเจ้าของรถฝ่ายถูก เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่สามารถใช้รถได้ระหว่างที่รถเข้าซ่อม โดยอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 438 ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายที่หลายคนยังไม่รู้ และพลาดเงินที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย
บทความนี้ Fastcaze จะอธิบายทุกแง่มุมของ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ตั้งแต่นิยาม สิทธิ์ที่ได้ อัตราที่เรียกได้จริง วิธีคำนวณ เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อใช้เรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร
เมื่อรถของคุณถูกชน และต้องเข้าอู่ซ่อมเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ช่วงเวลาที่ “ไม่มีรถใช้” นั้น ทำให้คุณเสียโอกาสในการเดินทาง เสียค่าแท็กซี่ เสียค่ารถเช่า หรือกระทั่งกระทบกับการทำงานและรายได้ กฎหมายไทยถือว่าความเสียหายนี้สามารถเรียกร้องเป็นตัวเงินได้ โดยเป็นความรับผิดของฝ่ายที่ทำผิด และโดยทั่วไปบริษัทประกันภาคสมัครใจของฝ่ายผิดจะเป็นผู้จ่ายแทน
คำว่า “ค่าขาดประโยชน์” จึงหมายถึง มูลค่าทางเศรษฐกิจของการที่คุณไม่ได้ใช้รถในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ค่าซ่อม ไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาล แต่เป็นเงินชดเชย “เวลาที่เสียไป” โดยตรง
ฐานทางกฎหมายที่อ้างอิง
- ป.พ.พ. มาตรา 420 — ผู้ใดทำละเมิดต่อผู้อื่นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
- ป.พ.พ. มาตรา 438 — ศาลกำหนดค่าสินไหมตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของละเมิด
- คำสั่งนายทะเบียน คปภ. ที่ 11/2563 — กำหนดอัตรามาตรฐานขั้นต่ำของค่าขาดประโยชน์ที่บริษัทประกันต้องจ่าย
ใครมีสิทธิ์เรียกค่าขาดประโยชน์ได้บ้าง
เพื่อให้มีสิทธิ์เรียกค่าขาดประโยชน์ คุณต้องเข้าเงื่อนไข ทั้ง 2 ข้อ นี้:
- เป็นฝ่ายถูก — ในที่เกิดเหตุ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ประกันบันทึกว่าคุณเป็นฝ่ายไม่ผิด
- คู่กรณีมีประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+ หรือ ชั้น 3 ที่ครอบคลุมรถบุคคลภายนอก) — เพราะค่าขาดประโยชน์เรียกจาก “บริษัทประกันของฝ่ายผิด” ถ้าฝ่ายผิดไม่มีประกัน ต้องไปฟ้องเรียกจากตัวบุคคลโดยตรง ซึ่งใช้เวลานานและยุ่งยาก
หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่ เช็คสิทธิ์กับเราได้ที่นี่
อัตราค่าขาดประโยชน์ที่เรียกได้ (อัปเดต 2569)
ตามคำสั่งนายทะเบียน คปภ. ที่ 11/2563 กำหนดอัตราขั้นต่ำที่บริษัทประกันของฝ่ายผิดต้องจ่าย โดยแบ่งตามประเภทรถดังนี้
| ประเภทรถ | อัตราขั้นต่ำต่อวัน |
|---|---|
| รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (รถเก๋ง, SUV) | 500 บาท/วัน |
| รถยนต์รับจ้างสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 700 บาท/วัน |
| รถยนต์ขนาดเกิน 7 ที่นั่ง (กระบะ 4 ประตู, รถตู้) | 1,000 บาท/วัน |
| รถประเภทอื่น (เช่น รถบรรทุก, รถบัส) | พิจารณาตามรายได้จริง |
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็น “ขั้นต่ำตามกฎหมาย” หากคุณมีหลักฐานว่าเสียประโยชน์มากกว่านี้ (เช่น ใบเสร็จค่ารถเช่า, รายได้ที่ขาดหาย) สามารถเรียกได้สูงกว่ามาตรฐาน
เอกสารที่ต้องเตรียม
- สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
- สำเนาคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียน)
- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (ถ้ามี)
- ใบเคลมหรือใบบันทึกประจำวันจากตำรวจ
- ใบรับรถเข้าซ่อมจากอู่ (ระบุวันที่)
- ใบส่งมอบรถคืนจากอู่ (ระบุวันที่)
- ใบเสนอราคาค่าซ่อม / ใบเสร็จค่าซ่อม
- หนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ (ทำเป็นจดหมายอย่างเป็นทางการ)
ขั้นตอนเรียกค่าขาดประโยชน์ด้วยตัวเอง
- รวบรวมเอกสารทั้งหมด ตามรายการด้านบน
- เขียนหนังสือเรียกร้อง ถึงบริษัทประกันของฝ่ายผิด ระบุจำนวนเงินและวิธีคำนวณ
- ส่งเอกสาร ไปที่ฝ่ายสินไหม (Claim Department) ของบริษัทประกัน
- เจรจา — บริษัทประกันมักจะต่อรองให้ลดลง ต้องยืนยันด้วยกฎหมายและหลักฐาน
- รับเงิน — ปกติใช้เวลา 30-90 วัน หากบริษัทยื้อ สามารถยื่นเรื่องต่อ คปภ. หรือฟ้องศาลแพ่ง
สรุป
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำประกันภัยรถยนต์ เพื่อรักษาสิทธิ์ในการเรียกร้องเงินชดเชยในกรณีที่เป็นฝ่ายถูก และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่อาจตามมาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

